วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555








หากจะถ่ายภาพการโคจรของดวงดาว ที่คุณต้องทำก็คือการหาสถานที่ๆ เหมาะกับการถ่ายภาพแบบนี้ นั่นคือควรจะเป็นที่ๆ ค่อนข้างมืด, ท้องฟ้ากระจ่างไม่มีสิ่งใดมาบดบัง(เช่นเมฆ, หมอกเป็นต้น) แสงไฟในตัวเมืองอาจเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ทำให้แสงดาวไม่สว่างเท่าที่ควร

อุปกรณ์ที่จำเป็นคือขาตั้งกล้อง และสายลั่นชัตเตอร์ชนิดล็อคปุ่มได้ เพราะคุณจำเป็นต้องเปิดชัตเตอร์นานมาก คือตั้งแต่ 15 นาทีขึ้นไป ที่สำคัญคือแบตเตอรี่หรือแหล่งพลังงาน ที่มีไฟอยู่เต็มเปี่ยม เพราะการเปิดหน้ากล้องค้างไว้นานๆ จะใช้กระแสไฟค่อนข้างมากพอสมควร

ปรับกล้องไปใช้ชัตเตอร์ "B" เปิดรูรับแสงประมาณ f/5.6 ที่ ISO 100-200 ยิ่งรูรับแสงกว้าง และ ISO สูงขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เส้นแสงมีความหนามากขึ้นเท่านั้น

เลนส์ที่ใช้ควรจะเป็นเลนส์อะไรดี? ขึ้นอยู่กับวิธีคิดและการจัดวางภาพของคุณ เลนส์มุมกว้างที่มีระยะตั้งแต่ 10mm จะให้ภาพที่กว้างแต่เส้นดาวของคุณจะเล็กมากบางส่วนอาจจะหายไปเลยก็ได้ ส่วนเลนส์ Tele ที่มีระยะตั้งแต่ 70mm ขึ้นไปจะทำให้เห็นเส้นของดาวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่งคือ แบตเตอรี่ของกล้องดิจิตอลจะสามารถเปิดหน้ากล้องได้นานประมาณ 1-2.5 ช.ม (ขึ้นอยู่กับกล้องที่คุณใช้) และต้องเผื่อสำหรับขั้นตอนที่กล้องจะต้องบันทึกข้อมูลไฟล์ภาพลงสู่การ์ดด้วย (บางครั้งเวลาในการบันทึกข้อมูลลงสู่การ์ด อาจจะเท่ากับเวลาที่คุณเปิดหน้ากล้องเลยก็เป็นได้ หากคุณใช้การ์ดที่มีความเร็วต่ำ) ถ้าหากคุณมีอุปกรณ์ที่สามารถจ่ายกระแสไฟให้กับกล้องได้โดยตรง(เช่น AC Adapter) ก็ขอให้นำมันมาใช้ในโอกาสนี้(ถ้าเป็นไปได้)

หรือถ้าคุณมีแบตเตอรี่กริป ซึ่งมีชุดอุปกรณ์สำหรับใส่แบตเตอรี่ AA (โดยทั่วไปมักจะมีมาให้) ก็ให้เปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่ชุดนี้ ไม่อย่างนั้นแล้วเมื่อผ่านการถ่ายภาพดาวตอนกลางคืน ในวันถัดมาของทริปของคุณอาจจะไม่มีแบตเตอรี่พอที่จะถ่ายภาพอย่างอื่นต่อไปได้

ขอให้สนุกกับกล้องของคุณ.



ขอบคุณเทคนิคถ่ายภาจาก : tsdmag.com

เคล็ดลับเบื้องต้น ของการถ่ายภาพ ไม่สั่นไหว

ซื้อกล้องตัวใหม่มา? ไม่มีขาตั้งกล้อง? Geoff Harris จะเปิดเผยวิธีถือมันอย่างมั่นคง ทุกคนควรจะรู้วิธีการถือกล้องอยู่แล้วใช่ไหม?ลองมาดูวิธีที่ถูกต้องกันดีกว่า

กล้องดิจิตอลแบบ SLR ได้เริ่มเข้ามาสู่ตลาดของผู้ใช้ทั่วๆ ไป โดยเฉพาะกล้องในรุ่นเริ่มต้น เช่น Canon EOS 300D และ Nikon D70 นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ดังนั้นกล้องที่มีคุณสมบัติที่เหมาะกับมืออาชีพจึงไม่จำเป็น ที่จะต้องอยู่ในมือของช่างภาพมืออาชีพเท่านั้น อีกทั้งกล้องเหล่านี้ยังมีขนาดใหญ่กว่า อวบอ้วนกว่ากล้องแบบคอมแพคท์โดยทั่วไป ดังนั้นมันจึงมีความจำเป็นที่คุณควรจะต้องรู้วิธีในการจับถือมันอย่างถูกต้อง และมั่นคงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการถ่ายภาพที่ดีที่สุด

ติดตามบทความแนะนำที่ง่ายและรวดเร็วในการจับกล้อง และคุณจะได้รับผลประโยชน์ในทันทีจาก การที่คุณสามารถนำไปใช้ใน การถ่ายภาพสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน และคุณจะพบว่าภาพที่น่าจะเกิดการสั่นไหวจากกล้อง โดยเฉพาะถ้าหากไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้องนั้นจะลดจำนวนลงไปเป็นอย่างมาก นั่นหมายความว่าคุณจะถ่ายภาพที่ดีขึ้นได้มากกว่าเดิม ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หนึ่งที่นิตยสารของเราตั้งใจไว้

ในตัวอย่างที่เราแสดงให้คุณดูนี้มีทั้งวิธีการที่ควรปฏิบัติ และไม่ควรปฏิบัติ เมื่อทำการจับกล้องแบบ SLR ซึ่งในกรณีนี้คือกล้อง Nikon D100 เป็นกล้องมือโปรที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ซึ่งคุณยังสามารถนำวิธีการนี้ไปใช้กับกล้อง SLR ขนาดที่เล็กกว่าหรือกล้องคอมแพคท์แบบโปร เช่น Canon Pro 1 ได้

ขาตั้งมนุษย์
มันอาจจะเป็นไปไม่ได้หรือสะดวกทุกครั้งในการแบกขาตั้งกล้องไปไหนมาไหน ดังนั้นใช้ท่านั่งคุกเข่าลงบนพื้น เมื่อคุณไม่มีอะไรที่จะสามารถวางหรือพิงได้ ให้คุณคุกเข่าลงบนพื้นข้างหนึ่งและวางข้อศอกลงบนหัวเข่าอีกข้าง ซึ่งจะช่วยรองรับเหมือนกับเป็นขาตั้งกล้อง อย่าพยายามเกร็ง ตัว ซึ่งจะเป็นการง่ายที่คุณจะขยับปรับเปลี่ยนท่าด้วยหัวไหล่ของคุณและให้คุณกลั้นหายใจ เมื่อคุณกำลังจะถ่ายภาพโดยเฉพาะในกรณีที่มีมุมภาพที่ยากๆ ยิ่งคุณผ่อนคลายมากเท่าไหร่แขนและมือของคุณก็จะสั่นไหวน้อยลงเท่านั้น

ลดการแกว่ง ( รูปเครื่องหมายผิด ) 
แขนและข้อศอกนั้นไม่ได้ถูกรองรับโดยหัวเข่า ส่วนบนของร่างกายจะเกร็งและแข็ง ดังนั้นทั้งตัวของช่างภาพและกล้องก็จะประสบปัญหากับการสั่นไหว การที่กล้องถูกจับด้วยมือที่บริเวณขอบของตัวกล้องก็ทำให้กล้องไหวได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเป็นการที่จะใช้มือในการปรับเลนส์และทำการกดปุ่มลั่น

ทำให้ต่ำ ( รูปเครื่องหมายถูก ) 
นี่เป็นอีกท่าหนึ่งที่ผ่อนคลายแต่มั่นคง มีประโยชน์ในการถ่ายภาพทิวทัศน์ และวัตถุที่อยู่นิ่งๆ (หรือสัตว์เลี้ยงและเด็กๆ ถ้าหากคุณสามารถบอกหรือสั่งให้อยู่นิ่งๆ ได้) สิ่งสำคัญที่สุดคือการนั่งโดยให้หัวเข่าของคุณชันขึ้น เพื่อให้ข้อศอกของคุณมีที่วางพักลงได้อย่างสบายๆ

นั่งสบายๆ ( รูปเครื่องหมายผิด ) 
มีท่าไหนที่ทำให้นายแบบของเราดูเกร็งและไม่สบายมากกว่าท่านี้หรือเปล่า? การงอข้อศอกในขณะที่ยืดขาออกไปนั้นดูไม่เข้าท่าและไร้ประสิทธิภาพ พอๆ กับการขาดที่รองรับกล้องที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการทำให้คอ และหลังของคุณปวดได้ นายแบบของเรายังไม่จับกล้องไว้อย่างมั่นคงพอ การจับกล้องที่บริเวณขอบอย่างนี้ทำให้ขาดความมั่นคง

พิงให้มั่น
โอกาสที่จะมีสิ่งที่มั่นคงอยู่ใกล้ๆ เช่น ต้นไม้ ประตู เสาไฟ นั้นมีมาก ดังนั้นใช้มันให้เป็นประโยชน์โดยใช้มันเป็นอุปกรณ์ช่วยในการสร้างความมั่นคงให้กับคุณ ซึ่งมันจะช่วยได้มากถ้าหากคุณใช้เลนส์เทเลโฟโต้หรือแม้กระทั่งเลนส์มุมกว้าง อาการสั่นไหวจะมีมากขึ้น เมื่อคุณใช้ช่วงซูมที่มีค่ามากๆ ดังนั้นให้ใช้ประโยชน์สูงสุดจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวคุณ

หาที่พิง 
อีกครั้งที่นายแบบของเราทำการพิงตัวไปหาต้นไม้ด้วยท่าทางแปลกๆ แทนที่จะปล่อยให้ช่วงบนทั้งหมดของเขาพิงไปกับต้นไม้อย่างสบายๆ การที่เขาดันตัวไปข้างหน้าทำให้เกิดการเกร็ง และการจับกล้องแบบนี้แทนที่จะรองรับเอาไว้ด้วยอุ้งมือทำให้การปรับตั้งกล้องทำได้ยากลำบากมากขึ้น

ทำให้ต่ำ 
ถึงแม้ว่าท่านี้จะทำให้คุณดูเหมือนหน่วยสวาทที่กำลังจะบุกจับผู้ร้าย แต่มันจะมีประโยชน์มาก เมื่อคุณกำลังจะถ่ายภาพโคลสอัพของวัตถุต่างๆ หรือกำลังทดลองโหมดมาโครของกล้องคุณ ท่าทางแบบนี้ทำได้งายมากเพียงแค่ คุณวางข้อศอกทั้งสองข้างลงบนพื้นพร้อมๆ กับดันตัวเองขึ้นมาก็จะได้ท่าทางที่ทะมัดทะแมงและมั่งคงมาก

นอนยัน 
จะมีประโยชน์อะไรถ้าหากคุณนอนลงบนพื้นและใช้ประโยชน์จากข้อศอกเพียงข้างเดียวของคุณ? หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาทีร่างกายของคุณ (ซึ่งยังไม่ต้องพูดถึงกล้องในมือ) จะเริ่มสั่นมากขึ้น นั่นคือคุณต้องพยายามให้ทุกส่วนของร่างกายคุณได้ใช้งานอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันต้องผ่อนคลายให้มากที่สุดด้วย

เล็กๆ น้อยๆ น่ารู้
ถ้าคุณเพิ่งซื้อกล้อง SLR ตัวใหม่มาให้ฝึกฝนวิธรการจับถือกล้องของคุณให้ถนัดและคล่องมือที่สุด ฝึกฝนท่าทาง ตำแหน่งของปุ่มปรับตั้งต่างๆ ให้ชำนาญ เมื่อคุณได้นำมันออกไปใช้งานจริง ก็จะทำคุณเกิดความมั่นใจมากขึ้น

ข้อมูลจาก : msnth2.com

สนุกกับการใช้ความเร็วชัตเตอร์

ปัจจัยหลักๆ ในการควบคุมแสงให้ไปตกลงบนเซ็นเซอร์รับภาพหรือฟิล์มมีอยู่ 3 อย่างคือ ความเร็วชัตเตอร์ ขนาดรูรับแสง และความไวแสง ซึ่งทั้ง 3 ปัจจัยนี้จะต้องทำงานสัมพันธ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยความเร็วชัตเตอร์จะส่งผลโดยตรงกับซับเจคต์ที่มีการเคลื่อนไหว นอกจากนี้ความเร็วชัตเตอร์เร็วหรือช้าก็ให้ผลที่เกิดขึ้นกับภาพแตกต่างกัน

สายตาของคนเราถ้าเทียบกับความเร็วชัตเตอร์จะอยู่ประมาณ 1/50 วินาที ส่วนกล้องถ่ายภาพนั้นมีความเร็วชัตเตอร์ที่กว้างกว่ามาก สามารถตั้งได้สูงและต่ำมากกว่าที่สายตาของคนเราจะมองเห็นได้ ถ้าหากใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงๆ จะสามารถหยุดการเคลื่อนไหวได้ ตรงกันข้าม ถ้าหากความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆ ภาพที่ได้ก็จะเบลอไม่ชัด ซึ่งสายตาของคนเราไม่สามารถทำแบบนี้ได้ ดังนั้นเราจึงใช้ความเร็วชัตเตอร์แบบต่างๆ ในการสร้างเอฟเฟคกับภาพถ่ายได้

ภาพนกนางนวลธรรมดา ใช้ความเร็วชัตเตอร์สูง 1/1000 วินาที สามารถหยุดจังหวะการบินของนกได้


สุดตั้งแต่ 1/4000-1/8000 วินาที มากพอที่จะหยุดการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ ส่วนความเร็วชัตเตอร์ช้าสุดประมาณ 30 วินาที ซึ่งการใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆ ก็สามารถสร้างสรรค์ภาพที่สวยงามได้เช่นกัน เช่นภาพน้ำตก ที่นิยมถ่ายโดยใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆ เช่น 1 วินาทีหรือมากกว่า เพื่อให้น้ำตกดูนุ่มนวล พลิ้วไหว

ในบางครั้งซับเจคต์ที่เราต้องการจะถ่ายมีทั้งสิ่งที่หยุดนิ่งและสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ด้วยกัน ก่อนที่จะถ่ายจึงต้องกำหนดไว้ก่อนว่าต้องการภาพถ่ายแบบใด ถ้าหากใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงสิ่งที่เคลื่อนไหวก็จะหยุดนิ่ง ภาพจะคมชัดทั้งหมด แต่ถ้าหากใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ สิ่งที่เคลื่อนไหวก็จะเบลอ แต่สิ่งที่อยู่นิ่งก็จะคมชัด

คุณสามารถสร้างเอฟเฟคต่างๆ จากความเร็วชัตเตอร์ได้ โดยถ่ายภาพในความเร็วต่างๆ แล้วจดจำไว้ว่าความเร็วชัตเตอร์แบบต่างๆ ให้ผลที่แตกต่างกันอย่างไร นอกจากนี้ยังใช้ความเร็วชัตเตอร์ร่วมกับอุปกรณ์อย่างอื่น เช่น แฟลช ในการสร้างสรรค์ภาพแบบต่างๆ ได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ถ้าหากใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำร่วมกับการแพนกล้อง ก็สามารถทำให้ภาพซับเจคต์ที่กำลังเคลื่อนไหวคมชัดได้ และทำให้ฉากหลังเบลอเป็นเส้น ให้ความรู้สึกว่ากำลังเคลื่อนที่อยู่ หรือถ้าหากใช้ชัตเตอร์ต่ำมากๆ อย่างชัตเตอร์ B ซึ่งเราสามารถเปิดชัตเตอร์ค้างไว้ได้ตามเวลาที่ต้องการ ส่วนมากจะใช้งานร่วมกับสายลั่นชัตเตอร์ และตั้งอยู่บนขาตั้งกล้อง เพื่อความคมชัดของภาพ และส่วนใหญ่จะใช้ถ่ายภาพกลางคืนให้มองเห็นแสงไฟเป็นเส้นยาว หรือถ่ายภาพพลุ เป็นต้น

ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำร่วมกับการแพนกล้องตามสิ่งที่เคลื่อนไหว จะได้ภาพที่ซับเจคต์ชัด ส่วนฉากหลังจะเบลอเป็นเส้น (Nikon D70s เลนส์ 18-70 มม. ชัตเตอร์ 1/25 วินาที f/16 ISO 200)

ภาพแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างความเร็วชัตเตอร์สูง สามารถหยุดสิ่งเคลื่อนไหวได้ และความเร็วชัตเตอร์ต่ำ สิ่งเคลื่อนไหว (สายน้ำ) จะมีลักษณะเบลอ
 

การใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำมากๆ จะทำให้คนที่เดินไปมาหายไปได้ เพราะกล้องไม่สามารถบันทึกภาพได้ ส่วนผู้ที่อยู่นิ่งๆ กล้องก็สามารถบันทึกได้ (Nikon D70s เลนส์ 18-70 มม. ชัตเตอร์ 13 วินาที f/22 ISO200)

ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ถ่ายภาพไฟกลางคืน ทำให้ได้ไฟของรถที่วิ่งผ่านเป็นเส้นยาว (Nikon D70s เลนส์ 18-70 มม. ชัตเตอร์ 8 วินาที f/25 ISO200)

มังกรซึ่งประดับด้วยไฟสีต่างๆ ถ้าถ่ายความเร็วชัตเตอร์สูงจะทำให้มังกรหยุดนิ่ง กลายเป็นภาพที่ดูธรรมดาๆ ภาพนี้ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ทำให้ไฟประดับกลายเป็นเส้น และเป็นการเน้นให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวด้วย

ความเร็วชัตเตอร์ B (Bulb) ผู้ใช้สามารถเปิดชัตเตอร์ค้างไว้ได้ เพื่อให้รับแสงได้นานเท่าที่ต้องการ (Nikon D300 เลนส์ 14-24 มม. ชัตเตอร์ B (16 วินาที) f/13 ISO 200

ข้อมูลจาก : shutterphoto.com

เทคนิคการถ่ายภาพแบบใส่กรอบ



การถ่ายภาพแบบใส่กรอบ เป็นอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการสร้างความน่าสนใจให้กับภาพถ่าย ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับนักถ่ายภาพ
การใส่กรอบให้ภาพ

การใส่กรอบให้ภาพถ่ายคือการใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบของภาพ  มาสร้างเป็นกรอบให้กับภาพ เพื่อเป็นการลดช่องว่างของ  และยังช่วยให้ภาพเกิดความน่าสนใจ ทำให้ภาพที่ถ่ายเกิดความกระชับ

ในส่วนของการถ่ายก็คือ เมื่อเราเลือกว่าจะใช้ส่วนใดเป็นกรอบได้แล้ว ก็แค่จัดวางตำแหน่งขององค์ประกอบภาพที่ต้องการให้เป็นจุดสนใจให้อยู่ในกรอบนั้น แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องวางจุดสนใจให้อยู่กลางภาพเสมอไป ขึ้นอยู่กับกรอบและจุดสนใจของภาพ หากวางใว้ตรงจุดใหนภาพจะดูน่าสนใจมากที่สุด




ข้อควรระวังในการถ่ายภาพแบบใสกรอบให้กับภาพ
คือการวัดแสงของกล้องจะสนใจเฉพาะจุดเด่นของภาพที่ต้องการถ่ายและโดยส่วนใหญ่แล้วถาพจุดเด่นมักจะมีสว่างมากกว่ากรอบภาพ จึงทำให้ในส่วนของกรอบที่เราจัดวางตำแหน่งไว้ มืดได้แต่ถ้านั้นคือความตั้งใจที่อยากให้ภาพออกมาแบบนั้นอยู่แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร

แต่ถ้าต้องการเก็บรายละเอียดของกรอบด้วย ก็ควรที่จะทำการชดเชยแสงไปทางบวก เพื่อที่จะสามารถเก็บรายละเอียดของกรอบให้ได้ตามต้องการ

    

    

เท่านี้เราก็สามารถที่จะสร้างสรรค์งานถ่ายภาพแบบมีกรอบ เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่จะทำให้ภาพถ่ายของเราเกิดความน่าสนใจขึ้นมาได้แล้ว

การถ่ายภาพเงามืด


การถ่ายภาพเงามืดนั้นโดยทั่วไปแล้วก็คือการถ่ายภาพย้อนแสง ลักษณะของภาพที่ถ่ายได้นั้นจะเป็นการถ่ายเพื่อเก็บรายละเอียดของรูปร่าง,โครงสร้าง โดยการใช้ประโยชน์จากเงาที่ทอดลงมาในทิศทางตรงข้ามกับแสง 

การถ่ายภาพแบบย้อนแสงเพื่อให้เกิดเงา เวลาที่เหมาะแก่การถ่ายภาพประเภทนี้คือตอนเช้าหรือตอนเย็น แสงในช่วงนี้จะนุ่มนวนเหมาะแก่การถ่ายเป็นอย่างมาก และเมื่อเราเลือกตัวแบบได้แล้วก็ให้วัดแสงไปที่ฉากหลัง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีความสว่างมากกว่าตัวแบบแล้วปรับชดเชยแสงไปทางลบ เท่านี้เราก็จะได้ภาพที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากภาพที่เราถ่ายทั่วๆ ไปได้แล้ว 




จุดสำคัญในการถ่ายภาพย้อนแสง คือการเลือกตัวแบบที่จะสามารถสื่อจุดประสงค์ของผู้ถ่าย หรือสื่อให้ทราบในทันที่ ที่มองดูว่าเป็นภาพอะไร หากเลือกตัวแบบที่สื่อได้ไม่ชัดเจน หรือมีการทับซ้อนของเงามากเกินไปจะทำให้ภาพรกจนดูไม่รู้เรื่องว่าต้องการสื่อถึงอะไร ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับตัวแบบให้มาก 

    
  
กล้องดิจิตอล SLR ในปัจจุบัน มีฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ มากมาย ช่วยให้เราได้ภาพถ่ายที่ดีและสวยงามมากยิ่งขึ้น ชัตเตอร์ฯ ฉบับนี้ขอแนะนำฟังก์ชั่น พิกเจอร์ คอนโทรล ในกล้อง Nikon D90 ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นพิเศษที่มีการปรับแต่งภาพให้มีรูปแบบเฉพาะตัวแบบต่างๆ ตามความเหมาะสมของภาพที่ต้องการบันทึก ช่วยให้ได้ภาพถ่ายที่สวยงามอย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องเสียเวลาไปปรับแต่งจากซอพท์แวร์ภายหลัง โดยกล้องจะปรับแต่งให้อัตโนมัติ อาทิ ปรับแต่งความคมชัด, คอนทราสท์, ความสว่าง, ความอิ่มตัวของสี และโทนสี โดยมีให้เลือกใช้แบบสำเร็จรูป 6 แบบ แต่ละแบบยังสามารถปรับแต่งเพิ่มเติม หรือจะปรับแต่งเองไม่ซ้ำกับแบบที่มีอยู่ก็ได้ เพื่อให้ได้ลักษณะของภาพในแบบฉบับของคุณเอง และยังบันทึกเก็บเอาไว้ในเมมโมรี่การ์ด เพื่อแบ่งปันให้เพื่อนฝูงหรือคนอื่นๆ ได้นำไปใช้ในกล้องที่รองรับการใช้งาน พิกเจอร์ คอนโทรล หรือจะดาวน์โหลดมาใช้เพิ่มเติมจากเวบไซต์ของนิคอนก็ได้ 
กดปุ่ม MENU เลือกรายการ SHOOTING MENU ไปที่ Set Picture Control
กดปุ่ม 4 ทิศทางด้านขวา เลือกราย การ Standard แล้วกดปุ่ม OK ตรงกลางเพื่อตอบตกลง



หากต้องการปรับแต่งพิกเจอร์ คอนโทรล เพื่อให้ได้ภาพในแบบที่คุณต้องการ ให้กดปุ่ม 4 ทิศทางด้านขวาจากข้อ 2 อีกครั้ง จะปรากฏเมนูให้เลือกปรับแต่ง โดยใช้ปุ่ม 4 ทิศทางเลื่อนขึ้น-ลง เพื่อเลือกรายการที่ต้องการปรับแต่ง เสร็จแล้วกดปุ่ม ok 


หากต้องการปรับพิกเจอร์ คอนโทรลให้กลับสู่ค่ามาตรฐานจากโรงงานให้กดปุ่ม ไอคอนรูปถังขยะจะแสดงหน้าจอดังภาพนี้ ให้ใช้ปุ่ม 4 ทิศทาง เลื่อนขึ้นด้านบนที่ตำแหน่ง Yes แล้วกด OK 


Standard ปรับแต่งภาพที่มีสีสันสดใส คมชัด ดูสมดุลย์ เหมาะสำหรับใช้บันทึกภาพทั่วๆ ไป และเลือกปรับแต่งเพิ่มเติมได้ทั้งความคมชัด ความอิ่มตัวของสี และโทนสี 

 

Neutral ให้ภาพที่มีสีสันถูกตรงตรงตามธรรมชาติ โดยปรับแต่งน้อยที่สุด เหมาะสำหรับการนำภาพไปปรับแต่งเองในภายหลังด้วยซอพท์แวร์ต่างๆ และเลือกปรับแต่งเพิ่มเติมได้ทั้งความคมชัด ความอิ่มตัวของสี และโทนสี 

 

Vivid 
ปรับแต่งสีต่างๆ ให้ดูสดและอิ่มตัวมากขึ้น ดูสดใสและสวยงาม เหมาะสำหรับนำภาพไปอัดขยายด้วยอิงค์เจ็ทพรินเตอร์หรือแลปสีทั่วไป และเลือกปรับแต่งเพิ่มเติมได้ทั้งความคมชัด ความอิ่มตัวของสี และโทนสี 

 

Monochrome ปรับแต่งเป็นภาพโทนสีเดียว เช่น สีซีเปีย หรือขาวดำ เลือกฟิลเตอร์เอฟเฟคได้เพื่อควบคุมโทนภาพ หรือเลือกให้เป็นภาพโทนสีต่างๆ 

 

Portrait 
ปรับแต่งโทนสีให้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคล ให้สีผิวที่ไล่โทนอย่างนุ่มนวลสวยงาม และเลือกปรับแต่งเพิ่มเติมได้ทั้งความคมชัด ความอิ่มตัวของสี และโทนสี 

 

Landscape 
ปรับแต่งโทนสีให้ดูสดใสและสวยงาม โดยเฉพาะโทนสีฟ้าและสีเขียว เหมาะสำหรับถ่ายภาพทิวทัศน์ทั้งธรรมชาติและในเมือง เลือกปรับแต่งเพิ่มเติมได้ทั้งความคมชัด ความอิ่มตัวของสี และโทนสี 

 

ข้อมูลจาก : shutterphoto.com


การถ่ายภาพนำสายตาให้ภาพเกิดมิติความลึกการถ่ายภาพประเภทนี้จะอาศัยลักษณะการเรียงตัวขององค์ประกอบภาพ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างจากมนุษย์เอง ซึ่งการเรียงตัวของของสิ่งเหล่านี้จะทำให้ภาพเกิดมิติ ความลึกขึ้นมา




องค์ประกอบภาพเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปรอบๆ ตัวเราอย่างเช่น ต้นไม้ริมถนน, กำแพง, รั้ว, คลอง แต่ใช่ว่าการสร้างภาพแบบนี้จะอาศัยเพียงการเรียงตัวเป็นเส้นตรงเท่านั้นหากแต่สามารถที่จะใช้ความโค้งก็ได้อย่างเช่น สันเขื่อน, ถนนที่มีลักษณะโค้งหรือคดเคี้ยว หรือว่าจะเป็นความโค้งของอ่าว ก็จัดได้ว่าเป็นองค์ประกอบภาพที่ดีเยี่ยมอีกอย่างของการถ่ายภาพประเภทนี้



ข้อควรระวังในการถ่ายภาพให้เกิดความลึก
หากว่าเราต้องการถ่ายภาพระยะไกลอย่างเช่นถนนหรือแม่น้ำ ก็อาจจะไม่เกิดปัญหาอะไรเพราะภาพที่ออกมาจะเป็นลัษณะภาพชัดลึกอยู่แล้ว แต่ถ้าหากว่าเราต้องการถ่ายภาพที่อยู่ใกล้ อย่างเช่นเราต้องการถ่ายรั้วเราก็ควรที่จะถ่ายให้ภาพชัดเท่ากันทั้งภาพ โดยการปรับรูรับแสงให้แคบ หรือจะใช้ โหมดในการถ่ายทิวทัศน์ก็ได้